FeaturesScreenshotsTestimonialsFAQOnline BibleBlogDownload Now
Language
Follow

ฮีบรู 12 Thai KJV

ຂໍ້ຄວາມພຣະຄຳພີດ້ານລຸ່ມເປັນພາສາໄທ ເພາະຍັງບໍ່ມີສະບັບແປພາສາລາວທີ່ພວກເຮົາໃຊ້ໄດ້

1เหตุฉะนั้น เมื่อเห็นว่าพวกเราถูกล้อมรอบเช่นกันด้วยก้อนเมฆใหญ่ยิ่งแห่งเหล่าพยาน ให้พวกเราวางเครื่องถ่วงทุกอย่าง และบาปนั้นซึ่งรุมเร้าพวกเราอย่างง่ายดายจริง ๆ และให้พวกเราวิ่งด้วยความอดทนในการแข่งนั้นที่ตั้งไว้ต่อหน้าพวกเรา

2โดยจับจ้องที่พระเยซู ผู้ให้กำเนิดความเชื่อของพวกเราและผู้ทรงทำให้ความเชื่อของพวกเราสำเร็จ ผู้ซึ่งเพราะเห็นแก่ความปีติยินดีที่ทรงตั้งไว้ต่อพระพักตร์พระองค์นั้น ได้ทรงทนเอากางเขน โดยทรงเหยียดหยามความละอายนั้น และประทับเบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้าแล้ว

3ด้วยว่าพวกท่านจงพิจารณาถึงพระองค์ ผู้ได้ทรงทนเอาการโต้แย้งอย่างนี้ของบรรดาคนบาปต่อพระองค์ เกรงว่าพวกท่านจะเหนื่อยล้าและอ่อนกำลังในจิตใจของพวกท่าน

4พวกท่านยังไม่ได้ต่อต้านจนถึงโลหิตตก โดยต่อสู้กับบาป

5และพวกท่านได้ลืมคำเตือนสตินั้นเสีย ซึ่งกล่าวแก่พวกท่านเหมือนอย่างเป็นบุตรทั้งหลายว่า ‘บุตรชายของเราเอ๋ย เจ้าอย่าเหยียดหยามการตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า หรืออ่อนกำลังใจเมื่อเจ้าถูกพระองค์ว่ากล่าวนั้น

6ด้วยว่าผู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรัก พระองค์ก็ทรงตีสอน และทรงเฆี่ยนตีบุตรทุกคนที่พระองค์ทรงรับไว้’

7ถ้าพวกท่านทนเอาการตีสอน พระเจ้าก็ทรงปฏิบัติกับพวกท่านเหมือนอย่างกับบุตรทั้งหลาย ด้วยว่ามีบุตรคนใดเล่าที่บิดาไม่ได้ตีสอนเขาบ้าง

8แต่ถ้าพวกท่านอยู่โดยปราศจากการตีสอน ซึ่งคนทั้งปวงเป็นผู้เข้าส่วน พวกท่านก็เป็นลูกที่ไม่มีพ่อ และไม่ใช่บุตรทั้งหลาย

9นอกจากนี้ พวกเราได้มีบิดาตามเนื้อหนังของพวกเราที่ได้ตีสอนพวกเรา และพวกเราจึงได้เคารพนับถือบิดาเหล่านั้น ยิ่งกว่านั้นพวกเราควรจะอยู่ใต้อำนาจของพระบิดาแห่งจิตวิญญาณทั้งหลาย และมีชีวิตอยู่มิใช่หรือ

10เพราะแท้จริงบิดาเหล่านั้นได้ตีสอนพวกเราเพียงน้อยวัน ตามความเห็นดีเห็นชอบของพวกเขา แต่พระองค์ได้กระทำเพื่อประโยชน์ของพวกเรา เพื่อพวกเราจะได้เป็นผู้เข้าส่วนในความบริสุทธิ์ของพระองค์

11บัดนี้ ไม่มีการตีสอนใด ๆ ในปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าชื่นใจเลย แต่เศร้าใจ แต่อย่างไรก็ตาม ต่อมาภายหลังการตีสอนนั้นก็กระทำให้เกิดผลเป็นความสุขสำราญแห่งความชอบธรรมแก่บรรดาคนที่ต้องทนอยู่นั้น

12เพราะเหตุนั้น จงยกมือที่ห้อยลงมา และหัวเข่าที่อ่อนกำลัง

13และจงกระทำบรรดาทางให้ตรงสำหรับเท้าของพวกท่าน เกรงว่าสิ่งใดซึ่งกะเผลกจะถูกหันออกไปนอกทางนั้น แต่จงให้สิ่งนั้นได้รับการรักษาให้หายดีกว่า

14จงติดตามความสงบสุขกับคนทั้งปวง และความบริสุทธิ์ ซึ่งโดยปราศจากสิ่งเหล่านี้ไม่มีมนุษย์คนใดจะได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า

15จงระวังให้ดี เกรงว่าจะมีคนหนึ่งคนใดขาดจากพระคุณของพระเจ้า เกรงว่าจะมีรากแห่งความขมขื่นแซมขึ้นมาทำให้เกิดความยุ่งยากแก่พวกท่าน และเป็นเหตุให้คนเป็นอันมากมลทินไป

16เกรงว่าจะมีคนล่วงประเวณีคนใด หรือคนหมิ่นประมาทเหมือนอย่างเอซาว ผู้ได้ขายสิทธิ์บุตรหัวปีของตนนั้นเสียเพราะเห็นแก่อาหารคำเดียว

17เพราะพวกท่านทราบอยู่แล้วว่า ภายหลังเมื่อเขาอยากที่จะได้รับคำอวยพรนั้นเป็นมรดก เขาก็ได้ถูกปฏิเสธเสีย เพราะเขาแสวงหาสถานที่แห่งการกลับใจเสียใหม่ไม่พบ ถึงแม้ว่าเขาแสวงหามันอย่างกระวนกระวายด้วยน้ำตาไหล

18เพราะว่าพวกท่านไม่ได้มาถึงภูเขาที่จะถูกต้องได้ และที่ได้ไหม้ไฟแล้ว และถึงที่ดำมืด และถึงที่มืดมิด และถึงที่พายุใหญ่

19และถึงเสียงแตร และถึงพระสุรเสียงตรัสแห่งพระดำรัสทั้งหลาย ซึ่งพระสุรเสียงนั้นคนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้วได้อ้อนวอนขอไม่ให้พระดำรัสนั้นถูกกล่าวแก่พวกเขาอีก

20(เพราะว่าพวกเขาทนต่อสิ่งซึ่งทรงบัญญัติไว้นั้นไม่ได้ว่า “และถ้าแม้แต่สัตว์แตะต้องภูเขานั้น มันก็จะต้องถูกหินขว้างให้ตาย หรือแทงทะลุด้วยแหลนให้ตาย”

21และสิ่งที่เห็นนั้นน่ากลัวจริง ๆ จนโมเสสได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้ากลัวและตัวสั่นยิ่งนัก”)

22แต่พวกท่านได้มาถึงภูเขาศิโยน และมาถึงนครของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ คือกรุงเยรูซาเล็มแห่งสวรรค์ และมาถึงที่ชุมนุมของทูตสวรรค์มากมายเหลือที่จะนับได้

23และมาถึงที่ชุมนุมอันใหญ่และคริสตจักรของบุตรหัวปี ผู้ซึ่งมีชื่อจารึกไว้ในสวรรค์แล้ว และมาถึงพระเจ้าผู้ทรงพิพากษาคนทั้งปวง และมาถึงเหล่าจิตวิญญาณของบรรดาคนชอบธรรมซึ่งถึงความสมบูรณ์แล้ว

24และมาถึงพระเยซูผู้เป็นคนกลางแห่งพันธสัญญาใหม่ และมาถึงพระโลหิตแห่งการประพรมที่พูดสิ่งต่าง ๆ ที่ดีกว่าโลหิตของอาแบล

25จงระวังให้ดีว่า พวกท่านไม่ปฏิเสธพระองค์ผู้ตรัสนั้น เพราะว่าถ้าคนเหล่านั้นไม่ได้พ้นโทษ คือผู้ที่ปฏิเสธพระองค์ผู้ตรัสบนแผ่นดินโลก ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดพวกเราจะไม่พ้นโทษ ถ้าพวกเราเมินหน้าจากพระองค์ผู้ตรัสจากสวรรค์

26พระสุรเสียงของพระองค์คราวนั้นได้บันดาลให้แผ่นดินสั่นสะเทือน แต่บัดนี้พระองค์ได้ตรัสพระสัญญาไว้ว่า “อีกครั้งหนึ่งเราจะกระทำให้ไม่เพียงแผ่นดินโลกสั่นสะเทือนเท่านั้น แต่สวรรค์ด้วย”

27และพระดำรัสนี้ที่ว่า ‘อีกครั้งหนึ่ง’ นั้น ก็บอกเป็นนัยว่า สิ่งทั้งหลายที่ถูกทำให้สั่นสะเทือนนั้นจะถูกนำออกไปเสีย เหมือนกับสิ่งทั้งหลายที่ทรงสร้างขึ้นมา เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นที่ไม่สามารถถูกทำให้สั่นสะเทือนได้คงเหลืออยู่

28เหตุฉะนั้น ครั้นพวกเราได้รับอาณาจักรซึ่งไม่สามารถหวั่นไหวได้แล้ว ก็ให้พวกเรารับพระคุณ เพื่อโดยพระคุณนั้นพวกเราจะได้รับใช้พระเจ้าตามชอบพระทัย ด้วยความเคารพยำเกรงและความเกรงกลัวในทางของพระเจ้า

29เพราะว่าพระเจ้าของพวกเรานั้นทรงเป็นเพลิงที่เผาผลาญ