หลายคนคงเคยมีประสบการณ์แบบนี้ คือซื้อพระคัมภีร์มา เปิดอ่านหน้าแรก อ่านไปได้สองสามวันกลับยิ่งอ่านยิ่งงง จำชื่อก็ไม่ได้ เข้าใจประโยคก็ไม่ออก พออ่านจบบทหนึ่งแล้วปิดเล่ม ในหัวก็ว่างเปล่า ไม่รู้ว่าเมื่อกี้อ่านอะไรไปบ้าง แล้วก็เกิดความคิดผุดขึ้นมาในใจว่า "การอ่านพระคัมภีร์นี่ต้องไปเรียนที่โรงเรียนพระคริสตธรรมก่อนหรือเปล่า ถึงจะเข้าใจ" ที่จริงไม่ใช่เลยครับ พระคัมภีร์เป็นพระวจนะที่พระเจ้าทรงเขียนถึงคนธรรมดาทุกคน และพระองค์ก็ทรงปรารถนาให้คุณอ่านด้วยตัวเอง เข้าใจด้วยตัวเอง คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้สูงส่งอะไร เพียงแค่มีวิธีนิดหน่อย บวกกับใจที่ปรารถนาจะเข้าใกล้พระเจ้าก็พอแล้ว บทความนี้อยากใช้วิธีที่ง่ายที่สุด มาเดินเคียงข้างคุณในก้าวแรกของการศึกษาพระคัมภีร์ด้วยตัวเอง

เริ่มจากพระกิตติคุณเล่มหนึ่งก่อน อย่าฝืนเริ่มที่ปฐมกาล

ความผิดพลาดที่ผู้เริ่มต้นเจอบ่อยที่สุด คือ "อ่านไล่ทีละหน้าจากหน้าแรก" ตอนต้นของปฐมกาลนั้นน่าสนใจจริง แต่พออ่านมาถึงเล่มที่สามคือเลวีนิติ ซึ่งเต็มไปด้วยกฎเกี่ยวกับการถวายเครื่องบูชาและการชำระให้บริสุทธิ์ ก็อ่านต่อไม่ไหว เลิกล้มกลางคันได้ง่าย ๆ ดังนั้นเราจึงแนะนำว่า อย่าเริ่มจากเล่มแรกของพันธสัญญาเดิม แต่ให้เริ่มจากพระกิตติคุณเล่มหนึ่งก่อน

พระกิตติคุณมีทั้งหมดสี่เล่ม คือ มัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์น บันทึกพระวจนะและพระราชกิจของพระเยซูขณะทรงอยู่บนแผ่นดินโลก นี่คือหัวใจของพระคัมภีร์ทั้งเล่ม เพราะหนทางที่ตรงที่สุดในการรู้จักพระเจ้า ก็คือการรู้จักพระเยซู พระเยซูเองตรัสไว้ว่า

ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา
— ยอห์น 14:9

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น ผมขอแนะนำพระกิตติคุณยอห์นเป็นพิเศษ ภาษาเรียบง่าย หัวข้อชัดเจน เปิดเล่มมาก็บอกคุณเลยว่าพระเยซูทรงเป็นใคร เสด็จมาเพื่ออะไร การอ่านยอห์นเหมือนมีคนจูงมือคุณ พาคุณตรงไปยังเบื้องพระพักตร์ของพระเยซู เมื่ออ่านยอห์นจบแล้ว คุณอ่านมาระโกต่อได้ (สั้นที่สุด จังหวะกระชับ) แล้วค่อย ๆ ขยายไปยังเล่มอื่น ๆ จงปักรากให้มั่นในพระกิตติคุณก่อน เมื่อรู้จักพระเยซูแล้ว วันหลังพออ่านพันธสัญญาเดิม หลายตอนก็จะกระจ่างขึ้นมาเอง

ก่อนอ่านพระคัมภีร์ ให้สงบลงและอธิษฐานก่อน

การศึกษาพระคัมภีร์ไม่เหมือนการอ่านหนังสือทั่วไป พระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้า และผู้ที่ช่วยให้เราเข้าใจอย่างแท้จริงก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้นก่อนจะเปิดพระคัมภีร์ ขอให้ใช้เวลาสักหนึ่งนาที สงบใจอธิษฐานต่อพระเจ้าก่อน

การอธิษฐานไม่ต้องสวยหรู อาจเรียบง่ายมากก็ได้ เช่น "ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงตรัสกับข้าพระองค์ผ่านพระวจนะของพระองค์ ขอทรงเปิดตาของข้าพระองค์ให้ได้เห็นพระองค์ และทรงช่วยให้ข้าพระองค์นำสิ่งที่อ่านในวันนี้ไปดำเนินชีวิตด้วย" ขั้นตอนนี้ดูเหมือนเล็กน้อย แต่กลับสำคัญยิ่ง เพราะมันเปลี่ยนการอ่านพระคัมภีร์จาก "ฉันกำลังศึกษาหนังสือเล่มหนึ่ง" ไปเป็น "ฉันกำลังรอคอยที่จะพบกับพระเจ้า" พระคัมภีร์ทรงสัญญากับเราว่า

เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล
— ยอห์น 16:13

ดังนั้น เวลาอ่านไม่เข้าใจก็ไม่ต้องกังวล และยิ่งไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองโง่เกินไป จงทูลพระเจ้าอย่างตรงไปตรงมาว่า "ตอนนี้ข้าพระองค์ไม่เข้าใจ ขอทรงส่องสว่างแก่ข้าพระองค์" แล้วคุณจะค่อย ๆ พบว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำให้บางถ้อยคำ "สว่าง" ขึ้นมาในใจคุณในเวลาที่เหมาะสมจริง ๆ

อ่านด้วยสามขั้นตอน "สังเกต—ตีความ—ประยุกต์ใช้"

เมื่อเริ่มต้นด้วยการอธิษฐานแล้ว ต่อไปในการอ่านพระคัมภีร์แต่ละตอน ลองเดินตามสามขั้นตอนนี้ดู มันไม่ซับซ้อน แต่ช่วยให้คุณเปลี่ยนจาก "สายตากวาดผ่านตัวอักษร" มาเป็น "อ่านเข้าไปถึงเนื้อในจริง ๆ"

  1. สังเกต ตอนนี้กำลังพูดถึงอะไร อย่าเพิ่งรีบคิดว่า "ตอนนี้มีความหมายอะไรต่อฉัน" แต่ให้ค่อย ๆ มองให้เห็นชัดว่าพระคัมภีร์พูดอะไร ใครกำลังพูด พูดกับใคร เกิดอะไรขึ้น มีคำใดที่ปรากฏซ้ำ ๆ หรือไม่ เช่นเมื่ออ่านเจอการอัศจรรย์ ก็สังเกตว่า ใครมาเฝ้าพระเยซู เขาทูลขออะไร พระเยซูทรงตอบสนองอย่างไร การสังเกตคือการถ่อมใจให้พระคัมภีร์พูดกับคุณก่อน ไม่ใช่คุณรีบด่วนสรุปแทนมัน
  2. ตีความ ตอนนี้หมายความว่าอย่างไร หลังจากเห็นข้อเท็จจริงชัดแล้ว จึงถามต่อว่า ผู้เขียนต้องการบอกอะไรเราเกี่ยวกับพระเจ้าและเกี่ยวกับมนุษย์ผ่านเหตุการณ์นี้ ขั้นตอนนี้ต้องใส่ใจบริบทเป็นพิเศษ เพราะไม่มีถ้อยคำใดที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว ข้อความก่อนหน้าและถัดไป ตลอดจนเส้นเรื่องของทั้งเล่ม มักเป็นกุญแจสู่ความเข้าใจที่ถูกต้อง การหลุดออกจากบริบททำให้อ่านพระคัมภีร์ผิดเพี้ยนได้ง่าย ๆ เมื่ออ่านแล้วไม่แน่ใจ อย่าฝืนเดา ทำเครื่องหมายไว้ เก็บไว้ค่อยถามวันหลัง หรือปรึกษาพี่น้องที่เติบโตในความเชื่อ
  3. ประยุกต์ใช้ ตอนนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของฉันอย่างไร นี่คือขั้นตอนที่อบอุ่นที่สุดและสำคัญที่สุด ลองถามตัวเองว่า พระคัมภีร์ตอนนี้เชื้อเชิญให้ฉันเชื่ออะไร เปลี่ยนแปลงอะไร วันนี้ฉันลงมือทำอะไรได้บ้าง ควรไปขอโทษใครสักคน หรือควรพึ่งพาพระเจ้ามากขึ้นอีกนิด จุดหมายปลายทางของการอ่านพระคัมภีร์ไม่เคยอยู่ที่ "ฉันเข้าใจแล้ว" แต่อยู่ที่ "ฉันเต็มใจจะดำเนินชีวิตตามนั้น"

สามขั้นตอนนี้ไม่ใช่สูตรตายตัว แต่เป็นท่าทีในการเข้าใกล้พระวจนะของพระเจ้า คือ มองให้ชัดก่อน แล้วจึงเข้าใจ สุดท้ายตอบสนอง ตอนเริ่มต้นอาจจะยังไม่ชิน อ่านไปสักสองสามวันก็จะเป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ

จดบันทึกง่าย ๆ ค่อยเป็นค่อยไป วันละนิด

หลายคนอ่านจบแล้วก็ลืม เพราะไม่ได้ "เก็บรักษา" สิ่งที่ได้รับในใจไว้ ดังนั้นจงเตรียมสมุดเล่มหนึ่ง หรือโน้ตในโทรศัพท์ พออ่านจบตอนหนึ่งก็จดสิ่งเหล่านี้ลงไปตามสะดวก ไม่ต้องเขียนยืดยาว

  • ถ้อยคำหนึ่งประโยคที่อ่านในวันนี้ ข้อไหนที่สัมผัสใจคุณมากที่สุด คัดลอกมันลงมา
  • ข้อคิดสักนิด ประโยคนี้ทำให้คุณรู้จักพระเจ้าและรู้จักตัวเองแบบใหม่อย่างไรบ้าง
  • คำถามหนึ่งข้อ ตรงที่อ่านไม่เข้าใจ คิดไม่ตก จงเขียนไว้อย่างตรงไปตรงมา เก็บไว้ค่อย ๆ แสวงหาคำตอบในวันหลัง
  • การตอบสนองหนึ่งอย่าง อาจเป็นคำอธิษฐานสั้น ๆ หรือสิ่งเล็ก ๆ ที่อยากลงมือทำในวันนี้

การเขียน "คำถาม" ลงไปนั้นล้ำค่าเป็นพิเศษ เมื่อคุณอ่านต่อไปพร้อมข้อสงสัยที่แท้จริง คุณจะแปลกใจที่พบว่า พระคัมภีร์มักจะตอบความสับสนของคุณข้างต้นด้วยพระองค์เองในบทถัด ๆ ไป บันทึกเหล่านี้เมื่อสะสมวันแล้ววันเล่า จะกลายเป็นบันทึกการเติบโตที่แท้จริงระหว่างคุณกับพระเจ้า

ยังมีอีกอย่างที่สำคัญมาก คือ ค่อยเป็นค่อยไป วันละนิดก็พอ อย่าตั้งแผนยิ่งใหญ่ให้ตัวเองแบบ "อ่านพันธสัญญาใหม่ให้จบในหนึ่งเดือน" แล้วลงเอยด้วยการหมดแรงยอมแพ้ตั้งแต่วันที่สาม อ่านวันละสิบถึงสิบห้านาที สงบ ๆ อ่านสักตอนสั้น ๆ ดีกว่าการรีบเร่งจนเหนื่อยล้าสัปดาห์ละครั้งมากนัก สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่อ่านเร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ทำต่อเนื่องได้หรือเปล่า ค่อย ๆ ไป กลับจะไปได้ไกลกว่า

อย่าลืม การอ่านพระคัมภีร์คือเพื่อพบพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อทำภารกิจให้เสร็จ

สุดท้าย อยากเตือนคุณเบา ๆ สักประโยค ซึ่งก็เป็นสิ่งที่บทความนี้อยากบอกที่สุด คือ จุดประสงค์ของการศึกษาพระคัมภีร์ไม่ใช่เพื่อ "อ่านให้จบ" ไม่ใช่เพื่อขีดเครื่องหมายถูกเพิ่มอีกอันในตารางเช็กชื่อ และยิ่งไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองฝ่ายวิญญาณพอ จุดประสงค์ที่แท้จริงของการอ่านพระคัมภีร์คือ การรู้จักพระเจ้า และพบกับพระเจ้า

พระเยซูเคยตรัสกับคนกลุ่มหนึ่งที่อ่านพระคัมภีร์จนคล่อง แต่ไม่ได้รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงว่า

พวกท่านขยันค้นดูพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าในพระคัมภีร์นั้นมีชีวิตนิรันดร์ … แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต
— ยอห์น 5:39-40

ถ้อยคำนี้เป็นการเตือนอย่างอ่อนโยนว่า เราอาจอ่านพระคัมภีร์ได้คล่องปร๋อ แต่ก็ยังเดินสวนพระเจ้าไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น เวลาอ่านพระคัมภีร์ ลองหยุดอยู่บ่อย ๆ ทูลพระเจ้าสักหน่อย แล้วตอบสนองสิ่งที่อ่านต่อพระองค์ ถึงแม้วันนี้คุณจะอ่านแค่สามข้อ ขอเพียงสามข้อนั้นทำให้คุณรู้จักพระองค์มากขึ้นอีกนิด เข้าใกล้พระองค์มากขึ้นอีกหน่อย การอ่านพระคัมภีร์ครั้งนี้ก็บริบูรณ์แล้ว

วิธีเป็นเพียงเครื่องมือ สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือการที่คุณเต็มใจเปิดพระคัมภีร์ด้วยตัวเอง เข้ามาเฝ้าพระเจ้าด้วยตัวเอง ตอนนี้เลย เปิดไปที่ยอห์นบทที่หนึ่ง อธิษฐานสั้น ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ อ่านสักสองสามข้อดู ไม่ต้องกดดัน พระเจ้าทรงรอคอยคุณอยู่ที่นั่นแล้ว วันละนิด สะสมไปเรื่อย ๆ คุณจะค่อย ๆ รู้จักพระเจ้าผู้ทรงรักคุณมาตลอดพระองค์นี้

อ่านต่อ

พกการศึกษาพระคัมภีร์ที่ลึกกว่าไว้ในกระเป๋าของคุณ

BiblePro รวมการค้นหาด้วย AI การเทียบฉบับแปลเคียงข้างกัน เครื่องมือภาษาต้นฉบับ และแผนการอ่านไว้ในที่เดียว — ดาวน์โหลดฟรี เพื่อให้คุณศึกษาได้อย่างลึกซึ้งทุกที่ทุกเวลา